รีวิวภาษาไทยฉบับเต็ม Ulefone Future RAM 4GB Helio P10 จอไร้ขอบ

PakasitW ulefone Future 2 Comments

Ulefone Future รีวิว by UleThai หนึ่งในตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

Ulefone Future ได้รับการออกแบบมาเพื่อเจาะตลาด มือถือจอไร้ขอบรุ่นแรก ๆ ของโลก ซึ่งออกสู่ตลาดตามหลัง Ulefone Vienna ที่มีหน้าจอที่คมชัด สวยงาม และงานประกอบสุดเนี๊ยบ เป็นที่ชัดเจนว่าเราจะทำการทดสอบ Ulefone Future ว่ามีคุณสมบัติดี คุ้มค่าเหมาะสมกับราคาหรือไม่ และแน่นอน เราจะแสดงให้เห็นว่า หน้าจอแบบไร้ขอบเป็นอย่างไร

สเปคเครื่อง

Ulefone Future มีหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว เป็นหน้าจอชนิด LTPS in-cell IPS panel แบบไร้ขอบ ความละเอียดระดับ FHD (1080 x 1920) หน้าจอถูกปกป้องด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 3 ขอบโค้ง 2.5D ภายในมี CPU MediaTek MT6755 Helio P10 ความเร็วสัญญาณนาฬิกา 1.95GHz octa-core และมี GPU Mali-T860 มีหน่วยความจำภายใน 32GB และ RAM 4GB ซึ่งสามารถต่อ microSD card เพิ่มหน่วยความจำภายในได้สูงสุดถึง 128GB

ภายใน ประกอบด้วยเซนเซอร์หลายชนิด และมี gyroscope ที่สามารถทำให้อุปกรณ์สามารถทำงานร่วมกับ VR devices อีกทั้งยังมี fingerprint sensor ชนิดสแกนด้านข้าง มีถาดใส่ซิมเป็นแบบ hybrid dual-SIM tray card ซึ่งสามารถใส่เป็น micro SIM + nano SIM card หรือ micro SIM + microSD card ในกรณีที่ต้องการต่อเพิ่มหน่วยความจำ

การรองรับเครือข่าย Ulefone Future รองรับ quad-band 2G GSM, quad-ban 3G WCDMA, 4G FDD-LTE และ single-band 4G TDD-LTE โดยทั้งสอง slot รองรับการทำงาน LTE Cat.6. นอกจากนี้ยังรองรับ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n, Bluetooth 4.0, GPS, USB OTG และ ทำงานเป็นอุปกรณ์ USB mass storage ได้อีกด้วย

ในส่วนของกล้องถ่ายภาพ กล้องหลักเป็นชนิด 16 ล้านพิกเซล Samsung S5K3P3 CMOS ISOCELL sensor ประกอบด้วยชิ้นเลนส์ทั้งหมด 6 ชิ้น และมีกระจกกันรอย รูรับแสงกว้างสุดที่ f/2.0 มี PDAF และ dual*tone LED flash ส่วนกล้องหน้าเป็นกล้องความละเอียด 5 ล้านพิกเซล Samsung S5K5E2 และมี Beauty Mode

แบตเตอรี่มีความจุ 3000-3090 mAh Lithium-Ion Polymer จาก Sony ไม่สามารถถอดเปลี่ยนเองได้ มี fast charger 9V/2~3A ช่วยทำให้สามารถประจุไฟได้จาก 0 – 100% ภายในเวลา 1 ชั่วโมง สามารถหาอ่านสเปคละเอียดของ Ulefone Future ได้ที่นี่

ภายในกล่อง

Ulefone Future บรรจุอยู่ในกล่องสีแดง ที่มีฝาครอบเป็นสีเทาดำ ด้านบนมี logo Ulefone และชื่อโมเดล เป็นตัวพิมสีเงิน ตัวเครื่องบรรจุอยู่ภายในกล่อง และมีเคสซิลิโคนใสแถมมาให้ มี fast charging adapter (9V/2~3A) มีสาย USB to USB Type-C และมี adapter สำหรับ standard USB port มี SIM tray pin พร้อมคู่มือการใช้งานหลายภาษา

ดีไซน์ การออกแบบ และงานประกอบ

Ulefone Future นั้นถูกประกอบขึ้นมาจาก aluminum-titanium alloy โดยใช้กระบวนการ computer numerical control (CNC) และใช้ nano-injection ช่วยทำให้ผิวเรียบ โครงสร้าง metal unibody มีทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าและมีมุมที่โค้งเข้ารูป ด้านหน้าตัดเข้ารูปรับกับหน้าจอ ในส่วนของหน้าจอนั้นโปนออกมาอย่างเห็นได้ชัดถึงแม้จะเป็นกระจก 2.5D curved ก็ตาม และไม่ได้เชื่อมติดกับ body เหมือนโทรศัพท์ขอบบางรุ่นอื่น ๆ และนั่นน่าจะเป็นเหตุผลว่าทำไมโทรศัพท์จอไร้ขอบจึงแพงกว่ารุ่นปกติ หน้าจอกับบอดี้นั้น เชื่อมต่อกันอย่างลงตัวแบบไร้ที่ติ มียางชิ้นบาง ๆ เชื่อมติดระหว่างจอกับบอดี้ เพื่อการปกป้องเครื่อง
ตัวเครื่องไม่สามารถจับบิด หรือหักได้ด้วยแรงปกติ โครงสร้างดูแข็งแรงและแน่นหนา ให้ความรู้สึกที่ดีมากเวลาจับถือ
Ulefone Future จัดเป็นมือถือหน้าจอ 5.5 นิ้ว ที่มีขนาดเล็กที่สุด โดยเฉพาะความกว้าง เนื่องจากเลือกใช้จอไร้ขอบนั่นเอง สามารถวัดความกว้างได้ 73.5 mm. เปรียบเทียบกับ Samsung Galaxy S7 มีความกว้าง 72.6 mm และ Elephone P9000 กว้าง 73.2 mm ให้ความรู้สึกที่ดีในการจับถือ เช่นเดียวกับมือถือจอ 5 นิ้ว ความสูงของตัวเครื่องอยู่ที่ 151.5 มม. ซึ่งมีขนาดกะทัดรัดเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ตัวเครื่องไม่ได้มีความบางมากนัก โดยมีความหนาอยู่ที่ 8.6 mm ให้ความรู้สึกว่าหนา และหนัก โดยตัวเครื่องมีน้ำหนัก 185 กรัม รวม แบตเตอรี่ ซึ่งหนักกว่า สมาร์ทโฟนทั่วไปในคลาสเดียวกันเล็กน้อย มี 2 สีให้เลือกซื้อ คือ Space gray และ golden ซึ่งมีสีสันสวยงาม หรูหรา ตามสไตล์ Ulefone และแลดูคล้ายกับ iPhone 6s อยู่บ้าง
ด้านหลังมีเส้นสีขาวซึ่งเป็นส่วนบริเวณของ antenna และเป็นส่วนของ 3.5mm jack และ USB Type-C port

  • future design 1

    future design 1

  • future design 2

    future design 2

  • future design 3

    future design 3

  • future design 4

    future design 4

  • future design 5

    future design 5

  • future design 6

    future design 6

การควบคุม

Ulefone Future นั้นใช้ USB Type-C port ติดตั้งด้านล่างของตัวเครื่อง โดยมีช่องลำโพง 2 ช่องอยู่ด้านข้าง ด้านบนของตัวเครื่องมีช่องเสียบหูฟัง 3.5mm ด้านซ้ายของเครื่องเป็นตำแหน่งของ dual-SIM tray ส่วนด้านขวามีปุ่มปรับเพิ่ม-ลดเสียง ปุ่ม power และ fingerprint scanner ซึ่ง Ulefone Future จัดเป็นมือถือเพียงไม่กี่รุ่น ที่จัดวาง fingerprint scanner ไว้ด้านข้าง ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาในการรับ feedback จากผู้ใช้ส่วนมาก ว่าทำงานได้ดีมากน้อยแค่ไหน อย่างไรก็ตาม เราพบว่าปุ่ม power นั้น ค่อนข้างเล็กเกินไป ทำให้บางครั้งอาจจะกดไปโดนปุ่มลดเสียงแทนโดยไม่ได้ตั้งใจ นอกจากนี้ ทั้งสามส่วนยังถูกติดตั้งอยู่ชิดกันจนเกินไป ทำให้ผู้ใช้ที่มีนิ่วค่อนข้างใหญ่ อาจจะไม่ถนัดในการใช้งาน
ถ้านหลังของตัวเครื่องมีกล้องอยู่มุมบนด้านซ้าย เป็นทรงสีเหลี่ยมขอบมนและมี dual-tone LED flash อยู่ด้านขวา ตรงกลางของด้านหลัง มีโลโก้ Ulefone ด้านหน้าของตัวเครื่องด้านบนของจอภาพมีกล้องหน้าอยู่เยื้องไปทางด้านซ้าย ตรงกลางมี earpiece และ ไฟLED อยู่ทางด้านขวา ด้านล่างของจอแสดงผลนั้นว่างเปล่า ผู้ใช้สามารถใช้ navigation bar ชนิด software ได้เท่านั้น และน่าจะไม่สะดวกนัก ซึ่งน่าจะเพิ่ม navigation ชนิด hardware ได้ในส่วนนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้ใช้สามารถเลือกปรับแต่งการทำงานของ navigation bar ชนิด software นี้ได้ ในเมนูการตั้งค่า และยังสามารถเลือกที่จะซ่อน navigation bar ได้อีกด้วย

หน้าจอดิสเพลย์

Ulefone Future นั้น เลือกใช้จอขนาด 5.5 นิ้ว ชนิด LTPS (Low Temperature PolySilicon) ที่มีความละเอียด 1080 x 1920 pixels ซึ่งเทคโนโลยี LTPS นี้เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับหน้าจอความละเอียดสูงที่มีความหนาแน่นพิกเซลสูงกว่า 200 ppi อีกทั้งยังประหยัดพลังงาน และให้ความสว่างที่มากกว่าเมื่อเทียบกับ a-SiZAmorphous Silicon) และ IGZO(Indium Gallium Zinc Oxide) นอกจากนี้ in-cell technology ช่วยรวม touch และ LCD layer ของหน้าจอ เข้าด้วยกัน จึงทำให้มีน้ำหนักเบา และบางกว่า อีกทั้งยังตอบสนองได้รวดเร็วกว่าอีกด้วย และแน่นอนว่าหน้าจอของ Ulefone Future นั้น ตอบสนองการสัมผัส และทำงานได้เร็วมาก Ulefone ได้ก้าวไปอีกขั้นของเทคโนโลยีหน้าจอ และได้เพิ่ม “cutting*edge marginal interactive algorithm” ซึ่งเป็นอัลกอริทึมที่ช่วยให้หน้าจอนั้น ไม่ตอบสนอง ในกรณีที่ผู้ใช้สัมผัสกับขอบของหน้าจอโดยไม่ได้ตั้งใจอีกด้วย
สุดท้าย หน้าจอยังเคลือบด้วย Corning Gorilla Glass 3 เพิ่มความแข็งแรง และยังมีฟิล์มกันรอยอีก 1 ชั้นติดมาให้จากโรงงาน อย่างที่โรงงาน Ulefone ได้กล่าวไว้ว่า “เป็นหน้าจอไร้ขอบที่ได้รับการปรับแต่งมาเป็นอย่างดีเยี่ยม เป็นเทคโนโลยีของ Future เท่านั้น และไม่มีโทรศัพท์ไหนในโลกเสมอเหมือน” แน่นอนว่าหน้าจอนั้นเป็นแบบไร้ขอบ แต่เนื่องจาก optical effect ของจอขอบโค้ง ทำให้ภาพนั้นดูบิดเบี้ยวไปเล็กน้อยที่ขอบของภาพ อาจกล่าวได้ไม่เต็มปากนัก ว่านี่เป็นข้อด้อย แต่อาจกล่าวได้ว่ายังไม่ถึงจุดสุดยอดของหน้าจอแบบไร้ขอบนั่นเอง

หน้าจอนั้นไม่ใช่หน้าจอแบบ super bright ให้ความสว่างสูงสุด 100% ที่ 356.37 cd/m2 และสว่างที่ 14.77 cd/m2 ที่ความสว่าง 0% ให้ค่าสีดำที่ดี ให้ผลลัพธ์  high contrast ratio ที่ 2000:1 อุณหภูมิแสงขาวนั้นเย็นกว่าค่าเฉลี่ย อยู่ที่ 7900 K ซึ่งทำให้เบี่ยงเบนไปจาก sRGB  color ในทั้งแสงสีเขียว สีแดง และสีฟ้า ตามที่แสดงให้เห็นใน CIE diagram แต่ไม่สังเกตเห็นค่าความเพี้ยนนี้บนหน้าจอ อย่างไรก็ตามองศาในการมองจอภาพนั้นไม่ค่อยดีเท่าที่ควร เนื่องจากค่าความสว่างนั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัดหากมองจอภาพจากทางด้านข้าง

  • display pixels

    display pixels

  • display angles

    display angles

  • display color temperature

    display color temperature

  • display gamma

    display gamma

  • display luminance

    display luminance

  • display rgb levels

    display rgb levels

OS, UI และ Software

Ulefone Future ในติดตั้ง Android 6.0 Marshmallow โดยไม่มี UI ติดตั้งทับ มีเพียงการปรับแก้ฟังก์ชั่นบางส่วน เพื่อให้โทรศัพท์ทำงานได้อย่างถูกต้องเท่านั้น หน้าจอ lock screen เป็นแบบดั้งเดิม สามารถดูการแจ้งเตือนต่าง ๆ มี shortcuts ในการปลดล็อคเครื่อง การค้นหาด้วยเสียง และ app กล้องถ่ายภาพ หน้าจอ home screen เป็นแบบแถวเดียว ประกอบด้วย Dialer, Contacts, App Tray icon, Messenger และ default Browser แถวบนมีมี shortcuts ไปยังกล้อง, Gallery, Settings และ PlayStore เมื่อกดปุ่มเมนูค้าง จะเข้าสู่ task manager และเมื่อปัดหน้าจอลงจากด้านบน จะเข้าสู่การแจ้งเตือน และเมื่อเลื่อนลงอีกครั้ง จะเข้าสู่ Quick menu ซึ่งสามารถนำไปสู่การเปิดปิด Wi-Fi, Bluetooth, Audio profiles และ DND mode, Airplane mode และ ตำแหน่งที่ตั้ง, Flashlight, การเปิดปิด Auto-rotate and Cast screen
เมื่อกด setting icon จะเข้าไปสู่โหมดการปรับแต่ง System UI Tuner ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกที่ปรับแต่งในส่วนของ Quick Setting ได้ ตัวเครื่งอมีเมนูปรับแต่งเสียงมาตรฐาน และมีเมนู power แบบมาตรฐานเช่นกัน ซึ่งจะ pop-up ขึ้นมาเมื่อกดปุ่ม power ค้างไว้ หากสัมผัสหน้าจอบนพื้นที่ว่างของหน้าจอหลัก จะเป็นการเปิด Widgets และ Wallpapers menu ซึ่งจะสามารถปรับแต่ง widgets และ wallpapers ได้ในส่วนนี้ มี Setting menu แต่ก็สามารถปรับได้แค่การเลือกเปิดปิด Auto rotation เท่านั้น

  • software lock screen

    software lock screen

  • software home screen

    software home screen

  • software apps

    software apps

  • software task manager

    software task manager

  • software notifications

    software notifications

  • software quick menu

    software quick menu

  • software volume

    software volume

  • software poweroff

    software poweroff

  • software widgets 1

    software widgets 1

  • software widgets 2

    software widgets 2

  • software widgets 3

    software widgets 3

  • software widgets 4

    software widgets 4

เมนูตั้งค่านั้นเป็นแบบมาตรฐาน และไม่มีอะไรพิเศษ เริ่มจากการตั้งค่า Wireless & Networks สามารถปรับแต่งการตั้งค่า SIM card, Wi-FI, Bluetooth, Data usage, Hotspot, Turbo download และ Cast screen functions
ส่วนที่สองเป็นการตั้งค่าอุปกรณ์ ผู้ใช้สามารถปรับแต่ง การแสดงผล, เสียงและการแจ้งเตือน, แอปพลิเคชัน, พื้นที่เก็บข้อมูลและ USB, แบตเตอรี่ และหน่วยความจำ ในส่วนของการตั้งค่าการแสดงผล สามารถเลือกใช้ MiraVision ซึ่งช่วยให้สามารถปรับแต่งอุณหภูมิสี และอื่น ๆ โดย Adaptive brightness และ Daydream functions จะถูกปิดไว้ เป็นค่า default
การปรับแต่งเสียงและการแจ้งเตือนมีโหมด preset อยู่ 4 mode และมี DND mode management
กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่ม personal สามารถปรับแต่ง ตำแหน่ง, ความปลอดภัย, บัญชี, ภาษาและการป้อนข้อมูล, Google, การสำรองข้อมูลและการรีเซ็ต
ในโหมดความปลอดภัย ผู้ใช้สามารถปรับแต่งเพิ่มเติมได้ในการจัดการลายนิ้วมือ และ lock screen การเข้ารหัสกันขโมย และอื่น ๆ

  • software storage

    software storage

  • software settings 1

    software settings 1

  • software settings 2

    software settings 2

  • software settings 3

    software settings 3

  • software settings 4

    software settings 4

  • software settings 5

    software settings 5

  • software settings 6

    software settings 6

  • software settings 7

    software settings 7

  • software settings 8

    software settings 8

  • software settings 9

    software settings 9

  • software settings 10

    software settings 10

  • software settings 11

    software settings 11

ในส่วนของ Google นั้น มี options มาให้เลือกไม่มากนัก มีส่วนของการจัดการ Ads, Locaton, Nearby devices และ Security options
การตั้งค่ากลุ่มสุดท้ายจะเป็นการตั้งค่าต่าง ๆ ของระบบ เวลาและวันที่, กำหนดเวลาเปิด/ปิด, การเข้าถึง, การพิมพ์, เกี่ยวกับโทรศัพท์ ในส่วนของการเข้าถึง สามารถปรับ auto-rotate screen, video captions, magnification gestures, color inversion and correction และอื่น ๆ ที่นี่ผู้ใช้สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับโทรศัพท์, และ System UI Tuner menu สามารถเลือกที่จะแสดงเปอร์เซ็นแบตเตอรี่ที่เหลือได้ที่แถบ status bar icon อีกทั้งยังสามารถเปิดปิด demo mode สำหรับการทดสอบเครื่องได้อีกด้วย

  • software_settings_12

    software_settings_12

  • software_settings_13

    software_settings_13

  • software_settings_14

    software_settings_14

  • software_settings_15

    software_settings_15

  • software_settings_16

    software_settings_16

  • software_settings_17

    software_settings_17

  • software_settings_18

    software_settings_18

  • software_settings_19

    software_settings_19

  • software_settings_20

    software_settings_20

  • software_settings_21

    software_settings_21

  • software_settings_22

    software_settings_22

  • software_settings_23

    software_settings_23

เมื่อกดเข้าไปที่ App Tray icon จะพบกับ apps ที่มาพร้อมกับเครื่อง ซึ่งรวมกันอยู่ในหน้าจอเพียงหน้าเดียว ผู้ใช้สามารถ scroll ขึ้น และลงได้ จะไม่มีแถม apps ที่ใช้บ่อยแสดงให้เห็นอีกต่อไป แต่จะมีแถบค้นหามาให้ โดย apps ทั้งหมดนี้จะเรียงลำดับกันตามตัวอักษร โดยจะมี apps หลัก ๆ ที่เราคุ้นเคยกันดี: Browser, Calculator, Calendar, Camera, Clock, Contacts, Downloads, Email, File Manager, FM Radio, Gallery, Messenger, Music, Phone dialer, PlayStore, Search, Settings และ Sound Recorder ทั้งหมดนี้ถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบ ให้ผู้ใช้ได้เลือกใช้

  • software_dialer

    software_dialer

  • software_contacts

    software_contacts

  • software_messenger

    software_messenger

  • software_calendar

    software_calendar

  • software_clock

    software_clock

  • software_calculator

    software_calculator

  • software_gallery

    software_gallery

  • software_radio

    software_radio

  • software_voice_recorder

    software_voice_recorder

  • software_music_1

    software_music_1

  • software_music_2

    software_music_2

  • software_music_3

    software_music_3

เครือข่าย และการเชื่อมต่อ

Ulefone Future นั้นคล้ายกับ smartphones จากจีนรุ่นอื่น ๆ ที่มาพร้อมกับถาดใส่ซิมแบบ hybrid dual-SIM card โดยช่องแรกสามารถใส่ micro-SIM ส่วนช่องที่สอง สามารถใส่ได้ทั้ง nano-SIM และ microSD card สำหรับเป็นหน่วยความจำภายนอก โดยทั้งสองช่องนั้น สามารถทำงานได้กับเครือข่าย 4G LTE แต่ถ้าเปิดใช้งานพร้อมกัน จะมีเพียงซิมเดียวเท่านั้น ที่ทำงานบน LTE ส่วนอีกซิม จะทำงานบน GSM เท่านั้น

ซึ่งผู้ใช้ สามารถเข้าไปตั้งค่าการใช้งานซิมได้ที่เมนูตั้งค่า โทรศัพท์นั้นรองรับเครือข่าย 2G GSM (850, 900, 1800, 1900 MHz), quad-band 3G WCDMA (850, 900, 1900, 2100 MHz), quad-band 4G FDD-LTE Cat. 6 (800, 1800, 2100, 2600 MHz) และ single-band 4G TDD-LTE Cat.6 (2300 MHz)

การใช้งานในด้านการรับสาย และโทรออก สามารถทำงานได้คุณภาพที่ดีมากตลอดเวลา Ulefone Future ไม่มีปัญหาเลยแม้แต่น้อย อีกทั้งเครื่องยังรองรับ dual-band Wi-Fi 802.11 a/b/g/n, Wi-Fi Hotspot, Wi-Fi Direct และ Bluetooth 4.0 โดยสามารถทำงานได้เป็นอย่างดี มีฟังก์ชั่น Cast screen onboard แต่ผู้ใช้จะต้องมี TV/monitor adapter เพื่อที่จะแสดงผลในหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่

Ulefone Future รองรับ USB OTG อีกทั้งยังสามารถทำเป็นหน่วยความจำเคลื่อนที่ USB mass storage ได้อีกด้วย และยังสามารถเชื่อมต่อกับ computer ได้ทันที คุณสามบัตินี้หาพบได้ยาก ในอุปกรณ์มือถือรุ่นใหม่ในปัจจุบัน อุปกรณ์สามารถตรวจจับสัญญาณ GPS/A-GPS และ Glonass ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาเล็กน้อยในการกดตั้งค่า แต่เมื่อตั้งค่าและตรวจจับดาวเทียมได้แล้ว อุปกรณ์สามารถบอกพิกัดแม่นยำได้ในระยะไม่เกิน 3 เมตร

  • connectivity_mtk_1

    connectivity_mtk_1

  • connectivity_mtk_2

    connectivity_mtk_2

  • connectivity_mtk_3

    connectivity_mtk_3

  • connectivity_mtk_4

    connectivity_mtk_4

  • connectivity_turbo_download

    connectivity_turbo_download

  • connectivity_usb

    connectivity_usb

  • connectivity_androits_1

    connectivity_androits_1

  • connectivity_androits_2

    connectivity_androits_2

ทดสอบประสิทธิภาพเครื่อง

Ulefone Future จัดเป็นมือถือรุ่นที่ 5 ที่ใช้ MediaTek MT6755 Helio P10 chipset สถาปัตยกรรมภายในประกอบด้วย 4X 1.95GHz Cortex-A53 และ 4X 1GHz Cortex-A53 และมี 700MHz dual-core Mali-T860 GPU สำหรับประมวลผลด้านกราฟฟิก โดย Ulefone Future ได้คะแนน Antutu สูงที่สุด เมื่อเทียบกับมือถือที่ใช้ CPU ชนิดเดียวกัน โดยได้คะแนนที่ 50939 มีเพียง Gionee S8 ที่ได้คะแนนใกล้เคียงอยู่ที่ 50616 ตามมาด้วย Elephone P9000 ได้คะแนนที่ 47695 และ Umi Super ได้คะแนนใกล้เคียงกันที่ 47647 รั้งท้ายด้วย Meizu m3 Note ที่ 43323

Ulefone Future ได้คะแนนดีมากในการทดสอบ Geekbench และ Basemark โดยได้รับคะแนน PCMark สูงสุดใน 5 โมเดลเช่นกัน

RAM 4GB ที่ให้มา เป็นชนิด single-channel LPDDR3 ทำงานที่ความเร็ว 933MHz นั่นมากเพียงพอที่จะทำให้คุณสามารถรัน app ต่าง ๆ ได้หลาย app และสามารถสลับจาก app หนึ่งไปอีก app หนึ่งได้อย่างลื่นไหล ไม่มีสะดุด หน่วยความจำภายในนั้นให้มาถึง 32GB โดยสามารถใช้งานได้จริงเพียง 25.05GB โดยผู้ใช้สามารถเพิ่ม microSD card ได้สูงสุดถึง 128GB โดยใส่ในช่องใส่ซิม 2

จากผลการทดสอบ Androbench ความเร็วในการอ่านเขียนข้อมูลสามารถทำได้รวดเร็ว มีเพียง Gionees S8 เท่านั้น ที่ทำได้ดีกว่า แต่ก็ดีกว่าเล็กน้อยเท่านั้น

กล่าวโดยสรุป Ulefone Future สามารถดึงประสิทธิภาพของ Helio P10 chipset ออกมาได้มากที่สุด โดยไม่มีปัญหาเรื่องความร้อน นอกจากนี้ยังมี gyroscope ช่วยให้สามารถทำงานร่วมกับ VR devices ได้เป็นอย่างไดี มี accelerometer, magnetometer, light, gravity, proximity sensor และมี side-mounted fingerprint sensor ที่ใช้งานได้ง่าย และสามารถปลดล็อคได้เร็วมากแม้ในเวลาที่หน้าจอปิดอยู่

  • performance_antutu_1

    performance_antutu_1

  • performance_antutu_2

    performance_antutu_2

  • performance_basemark_1

    performance_basemark_1

  • performance_basemark_2

    performance_basemark_2

  • performance_vellamo_browser

    performance_vellamo_browser

  • performance_vellamo_metal

    performance_vellamo_metal

  • performance_vellamo_multicore

    performance_vellamo_multicore

  • performance_geekbench

    performance_geekbench

  • performance_androbench_1

    performance_androbench_1

  • performance_pcmark_storage

    performance_pcmark_storage

  • performance_pcmark

    performance_pcmark

  • performance_3dmark_ice_storm

    performance_3dmark_ice_storm

  • performance_3dmark_ice_storm_unlimited

    performance_3dmark_ice_storm_unlimited

  • performance_3dmark_sling_shot_es30

    performance_3dmark_sling_shot_es30

  • performance_3dmark_sling_shot_es31

    performance_3dmark_sling_shot_es31

  • performance_aida64_1

    performance_aida64_1

  • performance_aida64_2

    performance_aida64_2

  • performance_aida64_3

    performance_aida64_3

  • performance_cpux

    performance_cpux

กล้องถ่ายภาพ

Ulefone เลือกใช้ Samsung sensors สำหรับกล้องหลัก และกล้องหน้าอยู่ Future โดยกล้องหลักเป็นเซ็นเซอร์ 16 ล้านพิเซล S5K3P CMOS ISOCELL ประกอบด้วย 6 ชิ้นเลนส์ และมีกระจกกันรอย ให้รูรับแสงกว่าสุดถึง f/2.0 มี phase detection AF และ dual-tone LED flash (ตำแหน่งแฟลชแสงอุ่นจะอยู่ใต้แสงเย็น)

กล้องหน้าเป็นเซ็นเซอร์ 5 ล้านพิกเซล S5K5E2 ในส่วย application ของกล้องนั้น ค่อนข้างธรรมดา หน้าจอหลักมีชัตเตอร์ สามารถสวิชเปลี่ยนกล้องหน้ากล้องหลักได้ มีปุ่มเลือกถ่ายภาพ หรืออัดวิดิโอ มีปุ่ม HDR และ แฟลช สำหรับปิดหรือเปิดการทำงาน นอกจากนี้ยังสามารถตั้งค่า ปรับเปลี่ยน ISO ของกล้องหลัก ปรับ white balance, exposure และโหมดการตรวจจับการยิ่ม หรือการเคลื่อนไหว มีโหมด zero shutter delay และโหมดอื่น ๆ

การตั้งค่ากล้องหน้ามี Beauty Mode เพิ่มเข้ามา จากการทดสอบพบว่าภาพถ่ายและภาพวิดิโอจะติดสีออกแนว cyan และอุณหภูมิสีเย็นกว่าปกติเล็กน้อย ซึ่งน่าจะเกิดจาก software และมีความเป็นไปได้ที่ Ulefone จะแก้ปัญหานี้ ในการอัพเดท firmware ครั้งต่อไป

  • camera_app_1

    camera_app_1

  • camera_app_2

    camera_app_2

  • camera_app_3

    camera_app_3

  • camera_app_4

    camera_app_4

  • camera_app_5

    camera_app_5

  • camera_app_6

    camera_app_6

  • camera_app_7

    camera_app_7

  • camera_app_8

    camera_app_8

  • camera_app_9

    camera_app_9

  • camera_app_10

    camera_app_10

  • camera_app_11

    camera_app_11

  • camera_app_12

    camera_app_12

กล้องหลัก

  • img_20160709_124458

    img_20160709_124458

  • img_20160709_124903

    img_20160709_124903

  • img_20160709_130551

    img_20160709_130551

  • img_20160709_132104

    img_20160709_132104

  • img_20160709_125227

    img_20160709_125227

  • img_20160709_122220

    img_20160709_122220

กล้องหน้า

  • front camera 1

    front camera 1

  • front camera 2

    front camera 2

  • front camera 3

    front camera 3

ระบบเสียง

เหมือนเช่นเคย เราใช้ RightMark Audio Analyzer และ TASCAM US-2X2 เป็นตัวทดสอบ Ulefone Future ผลการทดสอบอยู่ในเกณฑ์ดีมาก มีการตอบสนองความถี่่ frequency response ที่ดี ในขณะที่ THD + Noise อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ถึงแม้ว่าจะได้คะแนนในระดับดีมากก็ตา แต่เมื่อเทียบกับ smartphones อื่น ๆ จัดว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หรือดีกว่าระดับมาตรฐานเพียงเล็กน้อย

  • Frequency Response

    Frequency Response

  • Noise Level

    Noise Level

  • Dynamic Range

    Dynamic Range

  • Thd + Noise

    Thd + Noise

  • Intermodulation Distortion

    Intermodulation Distortion

  • Stereo Crosstalk

    Stereo Crosstalk

แบตเตอรี่

ถ้าหาก Ulefone Future จะมีจุดอ่อนอยู่บ้าง ก็น่าจะเป็นแบตเตอรี่ โดยแบตเตอรี่มีความจุอยู่ที่ 3000-3090 mAh Lithium-Ion Polymer จาก Sony

ก่อนที่เราจะทำการทดสอบ เราได้พบว่าพลังงานของแบตเตอรี่ลดลงค่อนข้างเร็ว และเมื่อพลังงานเหลือ 1% เครื่องยังสามารถทำงานได้นานกว่าปกติ และเมื่อทำการทดสอบด้วย PCMark Work battery test พบว่าได้ค่า Work battery life อยู่ที่ 4 ชั่วโมง 12 นาที ซึ่งเป็นค่าที่ไม่มากนัก ถ้าเทียบกับเรือธงรุ่นอื่น ๆ สำหรับการประจุไฟ ใช้ 9V/2~3A fast charger ที่น่าจะประจุไฟจาก 0% – 100% ได้ภายใน 1 ชั่วโมง แต่ในทางปฏิบัติจริง ใช้เวลารวม 2 ชั่วโมง 13 นาที โดยประจุจะไปถึงที่ 70% ได้ค่อนข้างเร็ว ภายใน 1 ชั่วโมง และใช้เวลาอีก 18 นาที จึงได้ 80% 43 นาที ได้ 90% และอีก 10 นาที จึงได้ครบ 100%

นอกจากนี้ แผงวงจรภายในของ Ulefone Future ยังถูกออกแบบเพื่อให้ประหยัดพลังงาน นอกจากนี้ OS ยังได้รับการ Optimized เพื่อลดการใช้พลังงานให้ได้มากที่สุด เมื่อเครื่องไม่ได้ถูกใช้งาน และยังมี OS ที่ช่วย monitor สถานะของแบตเตอรี่ มีโหมดประหยัดพลังงาน และการตั้งเวลาเปิดปิดเครื่อง

  • battery_app_1

    battery_app_1

  • battery_app_2

    battery_app_2

  • battery_app_3

    battery_app_3

  • battery_app_4

    battery_app_4

  • battery_charging

    battery_charging

  • battery_pcmark_1

    battery_pcmark_1

  • battery_pcmark_2

    battery_pcmark_2

บทสรุป

Ulefone Future เป็นโทรศัพท์ที่มีรูปทรงสวยงาม งานออกแบบประณีตและแข็งแรง อีกทั้งยังมีหน้าจอคุณภาพสูงแบบไร้ขอบ และทำงานได้ดีกว่าโทรศัพท์โมเดลอื่น ๆ ที่ใช้ Helio P10 เหมือนกัน หากแต่ยังติดปัญหาเล็กเพียงน้อยเรื่องของคุณภาพกล้องและแบตเตอรี่ โทรศัพท์รุ่นนี้จะเป็นรุ่นที่นิยม และน่าใช้เป็นอย่างยิ่ง

หน้าหลัก Ulefone Future

ที่มา: Devicespecification.com

Comments 2

  1. ตอนนี้หน้าจอฟมเสียไม่รู้จัเปลี่ยนหน้าจอได้ขากที่ไหน และราคาหน้าจอราคาเท่าไหร่

    1. Post
      Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *